สิทธิการสมรสของคนเพศเดียวกัน ควรเริ่มต้นจากศาลรัฐธรรมนูญหรือใคร
03/08/2022Highlight
- การสมรส ที่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเรียกร้องให้รัฐออกกฎหมายรับรองให้คนที่มีเพศกำเนิดอย่างเดียวกันมีสิทธิสมรสกันได้นั้น คืออะไร
- เมื่อรักกันแล้ว เหตุใดนายทะเบียนจึงไม่รับจดทะเบียนให้
- บทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๘ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๗ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๘
ณิชาภา ภูมินายก
ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
มนุษย์มิได้มีธรรมชาติของการอยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง แต่มีธรรมชาติของการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มอย่างที่กล่าวกันว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ซึ่งเป็นธรรมดาที่ย่อมจะมีความขัดแย้งกัน แต่มนุษย์ก็มีความฉลาดในการสร้างกลไกจัดการความขัดแย้งเพื่อให้สังคมสงบร่มเย็น จนเกิดเป็นระบอบการปกครองประเทศโดยมีกติการะหว่างรัฐหรือผู้ปกครองกับราษฎรซึ่งเรียกว่ากฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกครอง อย่างไรก็ตาม ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น กฎหมายต้องเกิดขึ้นจากการที่ราษฎรยินยอมให้นำมาบังคับกับตนเอง โดยราษฎรยินยอมสละสิทธิเสรีภาพของตนเองส่วนหนึ่งให้แก่รัฐ ยอมให้รัฐมีอำนาจบังคับแก่ราษฎร แลกกับการที่รัฐต้องปกครองให้สังคมสงบสุข ในยุคปัจจุบันที่ประชากรของรัฐมีจำนวนมากเกินกว่าจะมาร่วมประชุมด้วยตนเองเพื่อตกลงยินยอมในเรื่องใดๆ ตามหลักประชาธิปไตยทางตรงดังเช่นในยุคโบราณ จึงต้องอาศัยการตกลงยินยอมโดยตัวแทนของราษฎร และเป็นที่มาของหลักการว่าการตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับแก่ราษฎรนั้นต้องได้รับความยินยอมจากตัวแทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของราษฎร อำนาจนิติบัญญัติจะมีความชอบธรรมก็ต่อเมื่อองค์กรนิติบัญญัติมีที่มาจากการเลือกตั้งของราษฎร เป็นตัวแทนที่แท้จริงของราษฎรในการตรากฎหมายบังคับแก่ราษฎร และโดยที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดหรือกติกาข้อสำคัญที่สุดของรัฐ รัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่รับรองคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของราษฎร หากมีบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อหลักการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ บทบัญญัติของกฎหมายนั้นก็จะใช้บังคับแก่ราษฎรมิได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
โดยทั่วไปกฎหมายเป็นบทบัญญัติที่รับรองสิทธิให้แก่ราษฎร เรื่องใดที่มีกฎหมายรับรองสิทธิไว้ ราษฎรสามารถเรียกร้องให้รัฐปฏิบัติตามหรือบังคับให้ผู้อื่นปฏิบัติตามสิทธินั้นๆ ของตนได้ ในขณะเดียวกันกฎหมายก็เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิของราษฎรด้วย เพราะเรื่องใดที่กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้กระทำ รัฐก็มีอำนาจห้ามหรือบังคับไม่ให้ราษฎรกระทำการนั้นๆ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าราษฎรมีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำการอย่างที่ตนต้องการได้มากน้อยเพียงใด ก็ย่อมต้องพิจารณาจากรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่ามีการรับรองสิทธิไว้กว้างขวางเพียงใด หากรัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพไว้มาก ราษฎรย่อมมีสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง ส่วนกฎหมายอื่นนั้นจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ หากขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญก็จะไม่มีผลบังคับ โดยสรุปก็คือ หากเรามีรัฐธรรมนูญที่ดีโดยเป็นรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพไว้อย่างกว้างขวางแล้ว ราษฎรก็ย่อมมีสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง หากมีกฎหมายใดบัญญัติจำกัดสิทธิเสรีภาพไว้มากจนกระทบต่อหลักการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แล้ว รัฐธรรมนูญก็มีกลไกในการแก้ไขโดยให้มีการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหรือหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นก็เท่ากับถูกยกเลิกโดยปริยาย กระบวนการนี้เป็นกลไกหนึ่งในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของราษฎร
สิทธิเสรีภาพนั้นอาจแบ่งได้เป็นหลายประเภท ที่สำคัญคือสิทธิมนุษยชน ซึ่งจัดเป็นสิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด โดยไม่มีเงื่อนไขว่าเป็นคนชาติใด มีความเชื่ออย่างไร ดำเนินชีวิตแบบใด หากเป็นมนุษย์แล้วก็ย่อมมีสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่แห่งใดในโลกนี้ หากยังเป็นมนุษย์ ย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิมนุษยชน หากอาศัยอยู่ในรัฐใดแม้มิได้เป็นพลเมืองของรัฐนั้น รัฐก็ยังคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ที่อยู่ในดินแดนของรัฐ ไม่สามารถพรากสิทธิมนุษยชนไปจากมนุษย์ได้ เพราะสิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณค่าความเป็นมนุษย์ ความมีศักดิ์ศรี ความยุติธรรม ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มนุษย์ต้องได้รับความเคารพในความเป็นมนุษย์ และมีความเป็นอิสระ สามารถเรียกร้องให้รัฐให้ความเคารพต่อสิทธิมนุษยชนได้ แนวคิดในเรื่องสิทธิมนุษยชนได้รับการรับรองโดยองค์การสหประชาชาติหลังเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ เพราะประชาชนทั่วโลกถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง การประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนั้นเพื่อเป็นกรอบในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน แม้ว่าคำประกาศของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจะมิใช่สนธิสัญญาระหว่างประเทศ แต่ก็เป็นกฎหมายจารีตระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุด ซึ่งประเทศต่างๆ ต้องเคารพต่อหลักการสิทธิมนุษยชนที่ได้ตราไว้ในปฏิญญาฉบับนี้ สิทธิในการสมรสได้รับการรับรองว่าเป็นสิทธิมนุษยชนเพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีธรรมชาติที่ต้องการสมรสเพื่อสร้างครอบครัวของตนเอง ธรรมชาตินี้เป็นที่รับรู้และยอมรับกันมาตั้งแต่เริ่มมีสังคมมนุษย์ โดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อ ๑๖ ระบุว่า ๑) บรรดาชายและหญิงที่มีอายุครบบริบูรณ์แล้ว มีสิทธิที่จะทำการสมรสและก่อร่างสร้างครอบครัว โดยปราศจากการจำกัดใด อันเนื่องจากเชื้อชาติ สัญชาติหรือศาสนา ต่างย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันในการสมรส ระหว่างการสมรสและขาดจากการสมรส ๒)การสมรสจะกระทำกันโดยความยินยอมอย่างอิสระ และเต็มที่ของผู้ที่จะเป็นคู่สมรสเท่านั้น ๓)ครอบครัวเป็นหน่วยธรรมชาติและพื้นฐานของสังคม และย่อมมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากสังคมและรัฐ
โดยที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนข้อ ๑๖ ใช้คำว่าชายและหญิง ซึ่งเป็นการรับรองสิทธิของชายและหญิงที่จะทำการสมรสกันไว้อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าสังคมโลกในเวลานั้นยอมรับว่าสิทธิของชายและหญิงที่จะสมรสกันเท่านั้นที่เป็นสิทธิมนุษยชน โดยไม่ได้ให้การรับรองให้มีการสมรสระหว่างคนเพศเดียวกันได้ อย่างไรก็ตามเมื่อสิทธิมนุษยชนนั้นมีความเป็นพลวัต มิได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยนไปตามยุคสมัย สังคมเปลี่ยนไป ผู้คนจึงเรียกร้องให้รัฐรับรองสิทธิใหม่ๆ มากมาย เช่นสิทธิอยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ดี การที่ผู้คนต้องเรียกร้องต่อรัฐให้ตรากฎหมายในเรื่องนั้นก็เพราะการจะเรียกร้องให้สมดังสิทธิได้ต้องมีกฎหมายรับรองให้ เรื่องใดที่ไม่มีกฎหมายรับรองก็ไม่อาจเรียกว่าสิทธิและรัฐไม่รับบังคับให้เป็นไปตามนั้น เรื่องใดที่กฎหมายรับรองให้จึงเรียกว่าสิทธิ และผู้ที่มีสิทธิหรือที่ศัพท์กฎหมายเรียกว่าผู้ทรงสิทธิสามารถเรียกร้องให้รัฐใช้อำนาจบังคับให้เป็นไปตามนั้นได้
การสมรสก็เช่นกัน ในยุคหนึ่งกฎหมายของทุกประเทศก็เช่นเดียวกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่บัญญัติรับรองไว้เฉพาะสิทธิในการสมรสของชายกับหญิง ด้วยเหตุนี้ บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจึงเรียกร้องให้รัฐออกกฎหมายรับรองให้คนที่มีเพศกำเนิดอย่างเดียวกันมีสิทธิสมรสกันได้ โดยเรียกร้องว่า มนุษย์มีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะทำการสมรส การเรียกร้องนี้มีมาอย่างยาวนานจนกระทั่งประเทศเนเธอร์แลนด์ตรากฎหมายรับรองสิทธิในการสมรสของคนเพศเดียวกันเป็นประเทศแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ตามมาด้วย ประเทศเบลเยี่ยมในปี ๒๕๔๖ ในปัจจุบันมี ๓๓ ประเทศและดินแดนที่ตรากฎหมายรับรองสิทธิในการสมรสของคนเพศเดียวกัน ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก ฝรั่งเศส กรีนแลนด์ ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ สเปน โปรตุเกส ลักเซมเบิร์ก สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ ออสเตรีย แคนาดา เม็กซิโก คอสตาริกา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาร์เจนตินา บราซิล อุรุกวัย โคลอมเบีย เอกวาดอร์ ชิลี และแอฟริกาใต้ และไต้หวัน ในการตรากฎหมายรับรองสิทธิในการสมรสของคนเพศเดียวกันนี้ บางประเทศ เช่นประเทศชิลี และประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เริ่มแรกมิได้เลือกใช้การตรากฎหมายรับรองสิทธิในการสมรสของคนเพศเดียวกัน แต่มีการตรากฎหมายคู่ชีวิตสำหรับคู่รักเพศเดียวกัน โดยคู่ชีวิตมีสิทธิต่างๆ น้อยกว่าคู่สมรส เช่น ไม่มีสิทธิในการรับบุตรบุญธรรม ต่อมาภายหลังชิลีจึงมีการตรากฎหมายรับรองสิทธิในการสมรสของคนเพศเดียวกันเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันกับคู่รักชายหญิง ส่วนประเทศสวิสเซอร์แลนด์ใช้วิธีการทำประชามติ ปรากฏว่ามีผู้สนับสนุนการอนุญาตให้มีการสมรสของคนเพศเดียวกันมากถึงสองในสาม จึงได้ตรากฎหมายให้ผู้จดทะเบียนคู่ชีวิตเปลี่ยนสถานะเป็นคู่สมรส
สำหรับในประเทศไทย มีคู่รักเพศเดียวกันยื่นขอจดทะเบียนสมรส แต่นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนให้ เนื่องจากบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๘ ให้ทำได้เฉพาะการจดทะเบียนสมรสของคนต่างเพศกันเท่านั้น คู่รักเพศเดียวกันนั้นจึงยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางและโต้แย้งว่าบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๘ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางจึงส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ ๒๐/๒๕๖๔ วินิจฉัยว่า บทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๘ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ตามที่คู่ความในคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางโต้แย้ง เนื่องจากเห็นว่าการสมรสนั้นสงวนไว้เฉพาะชายและหญิงตามเพศที่กำเนิด วิถีสังคมไทยตลอดจนแนวทางปฏิบัติและการตีความกฎหมายของประเทศไทยมีความเชื่อถือสืบต่กันมาว่าการสมรสสามารกระทำได้เฉพาะชายและหญิงเท่านั้น
ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่เป็นพลวัต เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและความคิดของผู้คนในสังคมในเวลานั้น แน่นอนว่าในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อและศาสนา ย่อมมีความคิดเห็นความต้องการแตกต่างกัน การที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยการให้สิทธิเสรีภาพในเรื่องใด จึงต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้คนที่หลากหลาย ในบางประเทศจึงลงทุนทำประชามติ ในระบอบประชาธิปไตยนั้น มีสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของราษฎรมาจากทุกพื้นที่หรือกลุ่มอาชีพ ทราบถึงความต้องการของราษฎรในพื้นที่หรือกลุ่มที่สังกัดเป็นอย่างดี และมีหน้าที่ตรากฎหมายที่สนองความต้องการของประชาชน มุ่งประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ กระบวนการในการก่อตั้งสิทธิที่เป็นเรื่องใหม่ของสังคมและอาจมีผลกระทบต่อผู้คนในสังคมอย่างลึกซึ้งจึงควรดำเนินการโดยสภาผู้แทนราษฎรซึ่งประกอบด้วยตัวแทนของราษฎรจำนวนมาก แม้จะเป็นกระบวนการที่อาจต้องใช้เวลาสำหรับให้สังคมได้เรียนรู้ ไตร่ตรองและยอมรับ แต่ก็เป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ส่วนการเสนอคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น แม้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่คุ้มครองรัฐธรรมนูญโดยวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บทบัญญัตินั้นใช้บังคับมิได้ แต่บทบาทศาลรัฐธรรมนูญมิใช่การตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ หากบทบัญญัติของกฎหมายใดมิได้ขัดต่อถ้อยคำตามรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งหรือมิได้ขัดต่อหลักการทั่วไปของรัฐธรรมนูญ แต่สังคมประสงค์จะขยายหรือเพิ่มเติมสิทธิอันเป็นการการก่อตั้งสิทธิขึ้นใหม่ การดำเนินการโดยสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นองค์กรนิติบัญญัติก็มีความเหมาะสมมากกว่า เพื่อให้ได้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนอย่างกว้างขวาง และจะได้มีการบัญญัติในรายละเอียดของสิทธิว่าควรจะมีมากน้อยเพียงใด มีวิธีการใช้สิทธิอย่างไร จะเปลี่ยนแปลงสังคมโดยการตรากฎหมายคู่ชีวิตก่อนแล้วจึงพัฒนาการไปเป็นการสมรสของคนเพศเดียวกันหรือจะให้คู่รักเพศเดียวกันได้รับสิทธิการสมรสไปในทันทีเลย การดำเนินการโดยสภาจะก่อให้เกิดการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบและร่วมแสดงความคิดเห็น เป็นโอกาสในการเรียนรู้และมีส่วนร่วมในกระบวนการตรากฎหมายในระบอบประชาธิปไตย และได้ผลลัพธ์ที่เป็นรายละเอียด ในขณะที่หากศาลรัฐธรรมนูญก้าวเข้าไปวินิจฉัยในเรื่องนี้เสียทั้งหมด ก็จะเป็นการเข้าไปทำภารกิจนิติบัญญัติที่เป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร เพราะบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๘ ที่รับรองสิทธิในการสมรสของชายและหญิงเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชน และบทบัญญัตินี้มุ่งรับรองสิทธิในการสมรสของชายและหญิง มิใช่มุ่งลดทอนศักดิ์ศรีหรือสิทธิของคนที่ไม่ต้องการสมรสต่างเพศ เพราะตามบทบัญญัตินี้คนทุกคนมีสิทธิสมรสกับคนเพศกำเนิดแตกต่างจากตนเอง แต่หากต้องการจะขยายสิทธิให้ครอบคลุมไปถึงการให้คนทุกคนมีสิทธิสมรสกับคนเพศกำเนิดเดียวกัน ก็ต้องเป็นบทบาทของสภาผู้แทนราษฎรในการตรากฎหมายเพื่อก่อตั้งสิทธินั้น ซึ่งผลทางทางกฎหมายมีความแตกต่างจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๘ ขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นอันใช้บังคับมิได้ ทั้งที่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติรับรองสิทธิในการสมรสของชายและหญิงอันเป็นการสอดคล้องกับปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชนแล้ว
More Information
- อ่านบทความเต็มเรื่อง “สิทธิการสมรสของคนเพศเดียวกัน ควรเริ่มต้นจากศาลรัฐธรรมนูญหรือใคร”
- ติดตามเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ทุกช่องทาง
- LINE Official Account สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: @occ_th
- เว็บไซต์ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: www.constitutionalcourt.or.th
#ศาลรัฐธรรมนูญ #สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ






Login with facebook
Login with google